🏠 6 โรคในฤดูร้อน ที่เด็กต้องระวัง🏠

🏠 6 โรคในฤดูร้อน ที่เด็กต้องระวัง🏠

🏠 เนื่องจาก ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตปัญหาที่โรคเชื้อไวรัส #Covid-19 กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ทำให้หลายๆครอบครัวต้องระวังไม่ให้ติดโรคนี้

แต่รู้หรือไม่ว่า…นอกจากจะต้องรับมือ กับโรคCovid-19 แล้วยังต้องระวังโรคที่มากับฤดูร้อนอีกด้วย โดยเฉพาะเด็กเล็กเนื่องจากเด็กเล็กภูมิคุ้มกันยังน้อยอยู่อาจจะทำให้ลูกน้อยเกิดอาการป่วยได้  เพราะว่าอากาศร้อนเหมาะกับการเจริญเติบโต ของเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ไม่ว่าจะเป็นโรคที่มาพร้อมกับความร้อนโดยตรง หรือ โรคที่เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมรับมือกับสภาพอากาศและโรคภัยที่มากับฤดูกาลที่เปลี่ยนไปด้วยหากปล่อยให้ลูกน้อยเผชิญกับโรคภัยเหล่านั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายจนส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทั้งร่างกายและจิตใจได้ ซึ่งเรามาสำรวจกันเลยดีกว่า ว่ามีโรคอะไรบ้างที่มากับฤดูร้อนและมีวิธีป้องกันอย่างไร มาดูกันเลยค่ะ~

โรคจากระบบทางเดินอาหาร
.
เนื่องจากอากาศร้อนเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ส่งผลให้อาหารเกิดการเสียและบูดเร็วขึ้น ซึ่งถ้าทานเข้าไปอาจทำให้ป่วยเป็นโรคท้องร่วง หรือ อาหารเป็นพิษได้
อาการที่พบคือ ท้องเสียและถ่ายเป็นน้ำ อาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย หากอาการรุนแรง อาจเกิดการช็อคหมดสติได้ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกทานอาหารที่ปรุงสุก และหมั่นล้างมือ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารนะคะ

โรคผดร้อน
.
เป็นโรคที่เกิดจากรูขุมขนอุดตัน และไม่สามารถขับออกมาเป็นเหงื่อได้ จนกลายเป็นตุ่มแดงตรงบริเวณผิวหนัง อาจมีอาการคันและไม่สบายตัวร่วมด้วย ซึ่งผื่นสามารถหายได้เอง ภายใน 1-2 วัน แต่ถ้าหลายวันไม่ผื่นไม่ยุบ ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันได้โดย ให้ลูกสวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถระบายเหงื่อได้ดี และไม่ทาโลชั่นหนาจนเกินไป

เลือดกำเดาไหล
.
มักจะพบบ่อยในกลุ่มเด็กที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ทำให้จมูกไวต่อการการเปลี่ยนแปลงของอากาศ และเป็นปัญหาสำหรับการปรับตัวของเยื่อจมูก ซึ่งทำให้เกิดอาการจาม คัดจมูก แล้วชอบขยี้จมูก จนทำให้เส้นเลือดในโพรงจมูกแตก จึงเป็นเหตุให้เลือดกำเดาออกนั่นเอง

ดังนั้น ควรรับมือด้วยการให้เด็กนั่งตัวเอียงไปข้างหน้า และให้ศีรษะก้มลงเล็กน้อย เพื่อให้เลือดไหลออกทางจมูกแทนที่จะไหลลงคอ ซึ่งอาจทำให้เด็กอาเจียนออกมาเป็นเลือดจากที่กลืนเข้าไป และใช้มือบีบจมูกบริเวณปีกจมูกเบา ๆ ในข้างที่มีเลือดกำเดาไหล อย่างน้อย 10 นาที และหากเลือดยังไม่หยุดไหลนานเกิน 30 นาที ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันทีนะคะ

โรคจากระบบทางเดินหายใจ
.
เนื่องจากอากาศมีการเปลี่ยนแปลงไปมา เช่น ภายในบ้านเย็นเพราะเปิดแอร์ แต่เมื่อออกมานอกบ้านพบกับอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้ลูกน้อยปรับตัวสภาพอากาศไม่ทัน และป่วยเป็นโรคทางระบบหายใจได้ง่ายขึ้น เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น หากลูกน้อยของคุณมีอาการ ปวดหัว ตัวร้อน ไอ จาม อ่อนเพลีย คัดจมูก หรือ น้ำมูกไหล แปลว่าลูกของคุณกำลังป่วยอยู่แน่นอน
ดังนั้น ควรดูแลด้วยการดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ถ้ามีไข้ร่วมด้วย ให้ทานยาลดไข้และเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อระบายความร้อนออก หากถ้าอาการไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบหมอเพื่อดูอาการนะคะ

โรคพิษสุนัขบ้า
.
เป็นอีกหนึ่งโรคที่น่ากลัว ในช่วงหน้าร้อน ซึ่งอาจทำให้สัตว์เลี้ยงหงุดหงิดได้ง่าย จึงมีโอกาสโดนกัดได้บ่อย ซึ่งเชื้อพิษสุนัขบ้าสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมได้นานขึ้น เนื่องจาก ในช่วงหน้าร้อนเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดี และมีโอกาสแพร่เชื้อได้มากขึ้น นอกจากนี้ โรคพิษสุนัขบ้ายังไม่มียาที่รักษาให้ขาดได้โดยตรง

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรระวังไม่ให้ลูกไปอยู่สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการโดนสุนัขกัด เช่น ไม่ให้เดิน / เล่นตามตรอกซอกที่มีสุนัข หรือสัตว์แปลกถิ่น หากถูกกัดควรรีบทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสบู่ และรีบพามาพบแพทย์ เพื่อจะได้รีบฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าได้ทันท่วงที

รคฮีตสโตรกหรือโรคลมแดด
.
เกิดจากร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป
เช่น ตากแดดเป็นเวลานาน จนทำให้สมองทำงานผิดปกติในด้านของการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง เพราะมีอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40 °C สังเกตอาการได้จาก อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีเหงื่อออก หน้าแดง ปวดศีรษะ รู้สึกกระหายน้ำมาก ๆ อ่อนเพลีย และชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตลดลง ถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินต้องรีบรักษา เพราะอาจจะทำให้เสียชีวิตได้

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรให้ลูกออกไปวิ่งเล่นกลางแดด เป็นเวลานาน และให้สวมเสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อได้ดี แต่ถ้าหากลูกเกิดมีอาการที่เหมือนจะเป็นลมแดด ควรพาลูกเข้าที่ร่มและนอนราบยกเท้าสูงทั้งสองข้างเพื่อให้เลือดไหลเวียน รวมถึงให้ดื่มน้ำและเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น จากนั้นรีบพาไปโรงพยาบาลทันที